ความเดิมจากตอนที่แล้ว  ที่น้องสาวได้ปฏิบัติธรรมแผ่เมตตาก่อนนอนแล้วก้อหลับสบายไปในคืนนั้น

ผ่านมาได้หลายวัน  น้องสาวก้อทักมาใน m ว่ารู้สึก เบื่อๆ เซงๆ จังเรย  แต่ก้อไม่รู้ว่าเรื่องอะไร เพราะเค้าก้อไม่ได้เล่าให้พี่สาวฟัง  มีแค่มาบ่นๆ แล้วก้อไป  เห้ออ..งงจิงๆ  สงสัยว่าเลือดจะไปลมจะมา  ก้อเรยแนะนำยาให้กินบำรุงร่างกายสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ  รับรองผิวพรรณดี  ไม่ปวดท้องเวลาวันนั้นของเดือนมาอีกด้วย  เหอๆ ไม่ได้โฆษณายานะจ๊ะ แต่ยาดีจิงๆนะจะบอกให้  กิงอยู่ไม่เคยปวดท้องเวลา....มาเรย   

แล้วอีกไม่กี่วันน้องสาวก้อมาออน m อีก บอกยาหมดแล้ว  ส่งยามาให้หน่อยจิ  สงสัยจะติดใจยาเราคงได้ผลนะเฮ้อ...โล่งอก  กัวว่าน้องเค้าจะกิงยาไม่ได้  เสียดายแย่เรย  ยาแพงด้วยจิ  คราวนี้น้องเค้ามาขอเพิ่ม แล้วจะซื้อ  เพราะว่ารอบแรกพี่อ่ะให้เค้าไปฟรีๆ ไม่ได้คิดไร เพราะหวังดีอยากให้อาการดีขึ้น  แต่ถ้าได้ผลแล้วอยากจะได้อีก ก้อคงต้องมาซื้อแล้วล่ะ  พี่สาวคงจ่ายแทนไม่ไหวแน่ๆ  แหะๆ เราก้อนัดกันว่าจะส่งยาให้อีกไม่กี่วัน  เผอิญน้องสาวส่งข้อความมาบอกซะก่อนว่าอย่าพึ่งส่งมานะ เพราะจะเอาตังไปซื้อของขวัญให้พ่อ (ใกล้จะวันพ่อพอดีเรย)

พี่สาวก้อคงไม่รีบส่ง เพราะก้อยังไม่ค่อยว่างพอดี  แต่พอก่อนถึงวันพ่อ เย็นวันที่ 3 ก้อมีเสียงโทรสับดังขึ้นมาปรากฏว่าเปงน้องสาวโทรมา เสียงฟังดูไม่ดีเรย เหมือนกำลังร้องไห้  ถามพี่สาวว่าช่วยอะไรหน่อยได้มั้ย....??

พี่สาวก้อตอบไปอย่าง..งงๆ ว่าได้  มีอะไรให้ช่วยหรอจ๊ะ  น้องสาวอยากให้พี่สาวสอนพ่อปฏิบัติธรรมตอนนี้เรยเพราะพ่อกำลังป่วยอยู่  เค้ารู้สึกแย่มากที่พ่อต้องมาเกิดอุบัติเหตุเลือดคั่งในสมอง  พี่สาวก้อรู้สึกเศร้าไปด้วยนะ ที่ทำไม เรื่องร้ายๆ ต้องมาเกิดกับเค้าอีก มะรืนก้อวันพ่อแล้วสินะ  เค้าคงต้องรอเฝ้าพ่ออยู่รอการผ่าตัด ประมาณ สองทุ่มระหว่างที่รอ จึงได้ให้น้องเค้าควบคุมตัวเองด้วยการดูจิต สูดลมหายใจยาวๆ แล้วให้รู้สึกผ่อนคลาย ส่งไปหาพ่อ สอนให้พ่อทำตามไปด้วย 

ในระหว่างที่ทำ ก้อเปิดเสียงการแผ่เมตตาจากเวปของพระอาจารย์ผ่านโทรสับไปถึงพ่อของเค้าด้วย เพื่อจะได้ไม่กังวล และผ่อนคลายความตึงเครียดลงไป  จนน้องเค้ารู้สึกว่าดีขึ้น เราก้อคอยประคองความรู้สึกต่อไป 

อย่าไปคิดมากให้ทุกข์เพิ่ม  ต้องรู้สึกไปที่กลางหน้าอกอย่างเดียวเรยจะได้เข้าสู่ความสงบ เรื่องที่เราไม่สบายใจจะลดลง

ซักพักเราก้อวางสายกันไป  ถัดมาอีกสองวันเป็นวันพ่อพอดี พี่สาวจึงโทรไปถามอาการว่าพ่อของน้องเค้าเป็นไงบ้าง เหนว่าอาการเลือดคั่งดีขึ้นแล้ว แต่ยังต้องรอดูอาการในห้อง ไอซียู ก่อน  (น่าสงสารจิงๆ) แต่เราต้องให้กำลังใจเค้าต่อไป  ทุกอย่างไม่ได้หายได้ในพริบตา  แต่กำลังใจเท่านั้นจะทำให้เรารู้สึกเข้มแข็ง และมีกำลังให้สู้ต่อ  พี่สาวจะเป็นกำลังใจให้น้องสาวนะจ๊ะ... น้องสาวต้องอยู่ดูแลพ่ออันเป็นที่รักไปอีกซักระยะนึง จนกว่าพ่อจะอยู่ในอาการไม่เสี่ยง  คิดว่าความรักของพ่อที่มีต่อลูก และความรักของลูกที่มีต่อพ่อ  พี่สาวก้อเชื่อนะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องอนุโมทนาบุญด้วย  เพราะการแผ่เมตตา จะช่วยให้ชีวิตมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับอย่างเห็นได้ชัด  โดยเฉพาะที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด 

พี่สาวจะรอเห็นน้องสาวที่มีเมตตา กลับมามีความสุขอีกครั้งน๊า...(แล้วถ้ามีอะไรให้ช่วยอย่าลืมพี่สาวคนนี้ล่ะ)

วันหน้าเราคงมีโอกาสได้เจอหน้ากันจิงๆซะทีเนอะ  แล้วพี่สาวจะรีบส่งยาและซีดีให้ตอนกลับมาจากสุรินทร์นะ

 

 

edit @ 9 Dec 2008 02:57:23 by Ne§TuM

ใครจะรู้ได้ว่า ความสุขของการเป็นผู้ให้ จะเกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ แบบที่เรียกว่า เกินความคาดหมายเรยค่ะ

ความสัมพันธ์อันดี ที่พี่สาวมีต่อน้องสาวคนนึงใน hi5 เริ่มคุยกันก้อประมาณ 3 เดือนได้แล้ว  ตอนแรกๆ พี่สาวได้เจอกับน้องสาวโดยบังเอิญ ใน scrabbook ของบุคคลท่านหนึ่งที่เปนนักการเมือง เราก้อเข้าไปทั้งดู ทั้งมีส่วนร่วมคุยแจมบ้าง  บางทีก้อฟังเค้าทะเลาะกัน  เป็นเรื่องธรรมดา ถ้ามีการคุยเรื่องการเมืองที่กำลังเข้มข้น ต้องจบด้วยการถกเถียงว่าใครชอบใคร...

แต่น้องสาวคนนี้ก็เป็นคนบ้าดีเดือดเล็กน้อย  แบบน่ารัก แต่หัวรุนแรงบางครั้ง  แล้วเราทั้งสองก้อเริ่มถอนตัวออกมาจากการคุยการเมืองทีละนิด  ทั้งที่ยังมีคนคิดถึงอยู่นะเนี่ย  เอิกๆ แต่เราเปี่ยนเป็นมาคุยโทรสับกัน  งิงิ ขนาดทั้งคู่ต่างก้อมีแฟนเป็นตัวเป็นตนนะ โชคดีที่เราเป็นหญิงกัน ไม่งั้นคงมีการเข้าใจผิด  ถึงแม้นานๆจะคุยกันที แต่คุยกันก้อนานพอสมควร  ต่างคนต่างชอบคุยชอบพูดเหมือนกัน  มะรู้ว่าใครจะฟังใคร  ใครจะไปรู้ว่าเดี๋ยวนี้สาวๆเค้าคุยเรื่องอะไรกัน  คงไม่มีใครทายถูกแน่ เพราะเราคุยเรื่องธรรมะ  น้องสาวคนนี้เคยฝึกมาบ้าง ไปแบบติวเข้ม 7 วันเรย  แล้วก้อรู้สึกดีอยากหาเวลาไปอีก แต่ยังไม่มีโอกาสไปซะที  พี่สาวเรยแนะนำวิธีปฏิบัติแบบสั้น ทันสมัย  เรียกว่าให้ฝึกแบบลัดเข้าสู่จิตภายในเรย  ไม่ต้องเสียเวลาไปหลายวันด้วย  คุยกันเนื้อหาแน่นมากมาย สุดท้ายให้น้องสาวเข้าไปดูเวปเรยดีกว่า  ถ้าจะชัวร์ www.thammatipo.com เวปนี้คือของพระอาจารย์ ธมฺมทีโป ซึ่งท่านได้สอนการปฏิบัติ มหาสติปัฏฐาน 4 อริยมรรคมีองค์ 8 ให้เราพบที่พึ่งภายในตนเอง โดยจะให้เราสูดลมหายใจเข้าไปแล้วสังเกตความรู้สึกที่กลางหน้าอก บริเวณลิ้นปี่  ท่านจะเรียกว่า "ดูจิต" ชื่อเต็มคือ การดูแลรักษาจิตใจให้มีความสุข... หลังจากนั้น เราก็เริ่มแลกเปี่ยนการเมืองบ้างเล็กน้อย แต่ธรรมะจะเข้ามาเป็นระยะๆ ถามไถ่ทุกข์-สุข กัน ระหว่างพี่สาวกับน้องสาว  บางทีเราก้อออน m คุยกันบ้าง ก้อมารู้ว่าน้องเค้ามีฝาแฝดด้วย  ยิ่งเซอร์ไพรซ์อีกแน่ะ

คงเป็นความรู้สึกส่วนตัวด้วยมั้งว่าจะรู้สึกชอบคนที่มีฝาแฝด ไม่รู้เป็นอะไรตั้งแต่เด๊กๆแล้ว  อิอิ น้องสาวคนนี้มีอะไรที่น่าสนใจ แลกเปี่ยนข้อมูลเล่าสู่กันฟังกันไป  เรื่องส่วนตัวบ้าง  เรื่องงานบ้าง  ที่สำคัญเค้าเป็นคนชอบแต่งเพลงเหมือนกะเราอีกด้วย  เหอๆ ยิ่งทำให้คุยกันถูกคอมากขึ้นไปอีก  แต่น้องเค้าจะแต่งออกแนวใต้ดินเสียดสีสังคม (เรายังแอบคิดเรยนะ..ว่าแหมไม่เข้ากะหน้าน้องเค้าเรย) แต่เข้ากะบุคลิก  บางทีก้อดูอ่อนโยน  บางครั้งก้อดุเดือด  ช่วงเวลาที่ไม่สบายเราก้อจะคอยห่วงใยกัน โทรหากัน  กินข้าวรึยัง กินยาด้วยนะ  ดุสิ ขนาดแฟนยังไม่ทำขนาดนี้เรย  ท่าทางเราจะเป็นเอามากทั้งพี่ทั้งน้อง  555+  แต่ทำไงได้เนอะ หลวมตัวรู้จักกันไปแล้วนินา

แต่ก้อชอบอ่า รู้สึกดีที่มีคนคอยห่วงใยใส่ใจกัน 

มีอยู่วันหนึ่ง น้องสาวเกิดไม่ค่อยสบายทั้งใจและกายเรย  โทรมาหาพี่สาวอยากให้ร้องเพลงให้ฟัง เอ่อ พี่สาวก้ออึ้งไปพักนึง...แบบว่า งงอ่า  เขินด้วย  แหมเราไม่เคยเจอหน้ากันเรยน๊า  คุยกันไม่กี่ครั้งจะให้ร้องเพลงให้ฟัง  อ๊าย..อายจังเรย  แหะๆ แต่ข้างในก้อแอบอยากร้อง (คือจิงๆแล้วนัดกันไปคาราโอเกะเรยดีกว่านะ)

สุดท้ายพี่ไม่ร้อง น้องร้องเองเรย โชว์เพลงอกหัก รักคุด ตุดงอน ให้เราฟังซะงั้น เป็นเพลงแนวเพื่อชีวิต (รึป่าว) คือเริ่มจำไม่ค่อยได้ น้องเค้ามาสองเพลงซ้อน เริ่มสับสน  พอร้องจบก้อสบายใจแระ say good night ต่างคนต่างนอนกัน... บางครั้งมีปัญหาที่ทำงาน น้องสาวก้อจะโทรมาระบาย อยากเปี่ยนงานแล้ว  สุขภาพก้อไม่ค่อยจะดีเพื่อนร่วมงานก้อไม่ดีอีก  เฮ้อออ...ปัญหารุมเร้า  จะทำยังไงดี  พี่สาวก้อย้ำไปอีกทีเรยว่า เวปที่พี่ให้ไปอ่า ดูบ้างจิปฏิบัติตามได้เรยน๊า  จะได้ดีขึ้น เราเองจะได้ไม่ทุกจ์ไม่กังวลบ่อยๆ เผอิญช่วงนั้นกำลังจะมีจัดปฏิบัติธรรมเนื่องในวันเกิดของพระอาจารย์ พอดี ซึ่งบังเอิญมากตรงกับวันเกิดของน้องสาวคนนี้อีกด้วย  ช่างบังเอิญจิงๆ ถึงแม้จะไม่ได้จัดตรงวัน แต่เราก้อชวนน้องเค้ามาร่วมปฏิบัติด้วยกัน  น้องเค้าไม่สะดวกมาก้อเรยส่งเงินมาร่วมบุญแทน แต่ถ้ามีโอกาสจะต้องมาให้ได้  พี่สาวก้อแอบหวังอย่างนั้น เฝ้ารอน๊า..ว่าเมื่อไหร่น้องจะมาเจอกันซะที  เราคุยกันมาซักระยะแล้ว  ยังไม่เคยเจอหน้ากันซะที  จนมาวันนึงน้องเค้ามีปัญหากับสุขภาพ เกี่ยวกับช่องท้อง  จนกินข้าวไม่ได้  อาเจียนด้วย  ไปหาหมอให้ยาแล้วก้อยังกินไม่ลง  ทำยังไงดีโทรมาปรึกษาพี่สาว  ด้วยความเป็นห่วงเรามียาดีอยู่แล้ว เป็นยาสมุนไพรประจำตระกูลด้วย  ส่งไปให้โดยไม่คิดไรเรย  อยากให้เค้ากินข้าวได้ จะได้อาการป่วยหายเร็วๆ  ในใจก้อแอบคิดนะว่าน้องเค้าจะคิดกะเรายังไง จะเชื่อว่ายาเราดีจิงรึป่าว (ยาแพงด้วยอ่า) เราก้อบอกเค้านะว่า ยาแพง แต่ต้องกินน๊า กินตามที่บอกด้วย จะได้อาการดีขึ้น ถ้าได้ผลแล้วต้องการอีก ค่อยมาสั่งซื้อละกันเพราะไม่ได้มีขายตามร้ายขายยาทั่วไป  (กลัวเค้าคิดว่าเราไปหลอกขายยาอ่ะ) แต่ก้อไม่ได้แคร์นะ เพราะเรามีความจริงใจอยากช่วยเค้าจริงๆ  เค้าก้อกินตามที่บอก  ก้อเริ่มกินข้าวได้นะ  แต่เหนว่าหลังจากนั้นมีผลข้างเคียง

เอาละสิ  เอ๊ะ !! ยาเราไม่ได้มีอะไรผิดปกตินี่นา  ทำไมน้องเค้าโทรมาบอกว่าหยุดกินยาก่อนนะ เพราะเหมือนจะมีผลข้างเคียงจากยา  เผอิญน้องเค้ามีโรคประจำตัวอยู่ ต้องให้ยาเป็นประจำ  ไม่รู้เป็นเพราะยาตัวไหนด้วยอ่าจิ... อืม  ทีนี้จะช่วยยังไงดีเนี่ย  เค้าบอกว่าเค้าทรมานมากเรย  ปวดท้องมาก  กินเข้าไปแล้วก้ออาเจียนออกมา

ร่างกายเหมือนไม่ค่อยยอมรับสารอาหารบำรุงเรย  จะแข็งแรงได้ยังไง  ทีนี้พี่สาวคงต้องใช้วิธีเข้มงวดแล้ว สุดท้ายก้อเรยต้อง สอนปฏิบัติธรรม ทางโทรสับ  ให้เค้าได้ผ่อนคลายความกังวล แล้วได้แผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวร  เพราะสาเหตุของการเจ็บป่วยครั้งนี้  ยารักษาอาจช่วยแค่ภายนอก  แต่ถ้าภายในจิตเราไม่มีกำลัง เราก้อจะสู้กับความเจ็บปวดไม่ไหว  แล้วน้องเค้าก้อทำตามได้เป็นอย่างดีนะ  ทำเสร็จก้อนอนหลับสบายไปเรยคืนนั้น...

เรื่องราวยังคงมีต่อนะค๊า....โปรดติดตามตอนต่อไป  =^___^=

 

 

 

 

edit @ 9 Dec 2008 02:47:05 by Ne§TuM

ฝากไว้ให้อ่าน...อีกแล้ว

posted on 28 Nov 2008 15:33 by nestum19
เรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เจ้ากรรมนายเวรมาเกิดจองเวรเป็น ลูกแต่ไปอาศัยท้องคนอื่นเกิด เพราะพ่อแม่ที่มาจองเวรเขานั้น เป็นคนมีบุญมาก สร้างแต่กุศล...เรื่องนี้บุคคลในเรื่องยังมีชีวิต แต่คงอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะกำลังป่วยมาก...เรื่องมีอยู่ว่า

มีสามี-ภรรยา คู่หนึ่งมีความรู้มากทั้งคู่เป็นอาชีพที่ช่วยชีวิตผู้คน มีความรู้สูงจนขั้นอาจารย์ของอาจารย์ในสายวิชาชีพนั้น (บอกอาชีพไม่ได้ ถ้าบอกคนในวิชาชีพก็จะรู้ทันที) แต่งงานกันมานานก็ไม่มีลูก ฐานะดีมีมรดกที่ดินมาก สมัยนั้นยังไม่มีการผสมเทียม...วันหนึ่งท่านก็พบเด็กชายเล็กๆ คนหนึ่ง แม่มาคลอดที่โรงพยาบาลแล้วทิ้งลูกไว้ หนีไปเลย...

สามี-ภรรยา ท่านนี้สงสารเด็ก นึกเมตตา นำไปเลี้ยงที่บ้าน ให้คนรับใช้ที่บ้านเลี้ยงดู เพราะทั้งสามี-ภรรยาต้องออกไปทำงาน ทั้งงานและเป็นอาจารย์สอนในวิชาชีพนั้นทั้งคู่ด้วย...

สามี-ภรรยารับเด็กชายนี้เป็นลูกบุญธรรม ส่งเสียให้เรียนโรงเรียนฝรั่งที่มีชื่อในสมัยนั้น เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไม่ได้ ท่านก็ส่งเรียนต่างประเทศตามที่ใจเขาชอบ

จบกลับมาก็ปลูกบ้านให้และจัดการแต่งงานให้มีครอบครัวอยู่สุขสบาย ด้วยทรัพย์สมบัติของพ่อแม่บุญธรรม ตัวลูกชายรู้มาแต่แรกว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ในใจจึงไม่รัก ทั้งที่พ่อแม่บุญธรรมก็รักและเลี้ยงเขาเป็นลูกคนเดียว ไม่ได้รับเด็กอื่นมาเลี้ยงอีก...พ่อแม่ตั้งใจยกทรัพย์มรดกให้แต่ขอแบ่ง ที่ดิน และทรัพย์สินบางส่วนอุทิศให้กาชาด เป็นการทำบุญ ต่อมาพ่อตายเหลือแต่แม่ ปลดเกษียณมาอยู่บ้าน ตัวลูกก็ไม่เคยมาดูแล แม้เมื่อแม่ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีกเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น...

แม่ได้ทำพินัยกรรมยกมรดกให้ลูกชาย แต่ให้ที่ดินและกิจการบางอย่างแก่สภากาชาด เมื่อลูกชายรู้ก็มาหาแม่ที่บ้านแล้วบีบบังคับเค้นให้แม่เซ็นยกสมบัติมรดกให้ ตนทั้งหมด แต่แม่ไม่ยอมจะขอทำบุญกุศลบ้าง ลุกชายไม่พอใจจึงเอาไม้กวาดมาตีแม่ซึ่งเป็นอัมพาตนั่งบนรถเข็ญ ตีไปก็ขู่เข็ญไป คนรับใช้ในบ้านที่เคยอยู่กันมาก็แก่ชรา ช่วยแม่ไม่ไหว และกลัวลูกจะไล่ออกจากบ้าน จึงแอบโทรศัพท์ไปบอกลูกศิษย์ แม่รีบมารับตัวไปจากบ้าน จะได้พ้นมือลูกชาย จากนั้นแม่ก็ป่วย (คงเสียใจ) นอนอยู่โรงพยาบาล...ท่านคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

คนทั้งหลายที่รู้เรื่องนี้ ส่วนใหญ่เชื่อว่า ลูกชายคนนี้คงเป็นเจ้ากรรมนายเวรของท่านสามี-ภรรยาคู่นี้...ตามมาจองเวร แม้มิได้เกิดจากอุทร แต่ก็พบอุปถัมภ์เป็นลูกบุญธรรม มีสิทธิราวกับลูกในอุทร ตามกฎหมาย

ในทางตรงกันข้าม พ่อแม่หลายรายที่ได้พึ่งลูก (เด็ก) ที่เก็บมาเลี้ยง แต่กตัญญูดีกว่าลูกแท้ๆ (เพราะไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวร)

...ฝากไว้ให้อ่าน...

posted on 28 Nov 2008 15:31 by nestum19

แม่-ลูก ผูกพันด้วยเวรกรรม


เพราะเป็นคนอื่น เราก็จะไม่ยอมให้มาทำร้ายอยู่ข้างเดียว แต่เมื่อเป็นลูกในไส้ก็ต้องจำเป็นต้องทนเลี้ยงดู...เมื่อโตขึ้น ลูกเจ้าหนี้เวรพวกนี้ก็ไม่เลี้ยงดู ไม่เหลียวแล ไม่ใยดีต่อพ่อแม่...ซ้ำร้ายบางรายยังมารีดไถ หรือเอาลูกมาให้พ่อแม่เลี้ยงอีก


คนโบราณจึงมีวิธีขอสิ้นเวรยุติการจองเวร ระหว่างพ่อแม่ กับลูกที่เกิดมาจองเวร....ดังเรื่องจริงที่นำมาเล่านี้

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ในจังหวัดภาคกลางมีชาวนาผัวเมียคู่หนึ่ง มีที่นาพอหาเลี้ยงชีวิต ทั้งคู่ขยันขันแข็งและใจบุญ

เมื่อขายข้าวได้ก็จะแบ่งเงินกันไปทำบุญที่วัด ในตำบลบ้าน จนเป็นที่เมตตาของสมภาร...วันหนึ่ง ก็นำอาหารมาถวายเพลพระแล้ว ขอให้สมภารทำนายฝันให้หน่อย...หญิงผู้เป็นเมียฝันว่า ตนเดินเข้าไปในป่ามืดเห็นลูกเสือตัวเล็กยืนอยู่ราวกับรอตนอยู่ จึงเข้าไปอุ้มจะนำไปเลี้ยง ระหว่างทางที่พามาบ้าน ลูกเสือนี้ก็กัดนางที่แขนและหน้าอกเจ็บปวดเลือดอาบ นางตกใจตื่นรู้สึกไม่สบายใจ จึงมาทำบุญ...ท่านสมภารจึงว่า ฝันนี้ร้ายนัก เจ้ากรรมนายเวรจะมาเอาคืน...จึงให้นางไปกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลที่เคยทำมาให้เจ้ากรรมนายเวร แล้วนำน้ำไปรดต้นโพธิ์ในวัด

ต่อมาเธอก็รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ มีอาการแพ้ท้องอย่างมาก หงุดหงิด อารมณ์เสียใส่สามี ขว้างป่าข้าวของใส่หัวสามีราวกับโกรธแค้นมาก ทั้งที่เมื่อก่อนท้องก็รักกันดี ไม่มีนิสัยเช่นนี้

...เมื่อคลอดก็เจ็บทองมากข้ามวันข้ามคืน คลอดยาก ทรมาน ปางตาย ลูกออกมาเป็นชาย หน้าตาไม่เหมือนพ่อแม่ เป็นเด็กอารมณ์หงุดหงิด โกรธง่าย และมักพาลเอากับพ่อแม่เสมอ เอาแต่ใจไม่ช่วยทำงาน ไม่ชอบเรียนหนังสือ เที่ยวเล่น เกเร นำแต่เรื่องเดือดร้อนมาให้ พอเป็นวัยรุ่นก็คบนักเลง ติดเหล้า ยาเสพติด การพนัน ผลาญทรัพย์สินพ่อแม่...

ขอเงินไม่ได้ก็เอาของในบ้านไปขาย ขโมยเงินพ่อแม่เป็นประจำ ก่อเรื่องจนถูกจับติดคุก ออกมาก็ทำชั่วอีก พ่อแม่ต้องทำงานหนักทั้งที่แก่ชรา เพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูก และให้ลูกผลาญสมบัติ หนักเข้าพ่อก็ป่วยและตายจากไปเหลือแต่แม่ ลูกชายชั่วก็เคี่ยวเข็ญให้แม่ขายที่นา ขายบ้านเอาเงินมาให้ตนใช้หนี้พนัน และเที่ยวเล่นเกเร อบายมุขทุกอย่างเอาหมด...

จากที่นำข้าวมาถวายพระ บัดนี้แม่ต้องมาขอข้าวจากพระไปประทังชีวิต...จนลูกชายชั่วอายุย่างเข้า 25 ปี วัยเบญจเพส วันหนึ่งแม่ก็มาปรับทุกข์กับท่านสมภารวัดว่า เป็นห่วงลูกชายว่าจะมีเคราะห์เพราะเข้าวัยเบญจเพสแล้ว และเกรงว่าลูกจะทำชั่วอะไรอีก ท่านสมภารจึงแนะว่าลูกชายคนนี้ชะรอยจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติของโยม ตามมาทวงหนี้เวรคืน เขาไม่มีความรู้สึกรักพ่อแม่เลยมาตั้งแต่เล็ก...

โยมจงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่า เขาเป็นลูกให้โยมตัดจิตผูกพัน แล้วจุดธูปกราบขออโหสิกรรมต่อหน้าลูกชาย พูดกับลูกดีๆ ว่าพ่อคุณจงอโหสิกรรมให้แม่เถิดขอจงหมดเวรสิ้นพยาบาทกันแต่เพียงนี้เถิด...เมื่อ กลับถึงบ้านแม่ก็หุงหาอาหารเย็นให้ลูกชายกิน...พอลูกกินอิ่ม ยังอารมณ์ดีอยู่ นางก็จุดธูปก้มกราบลูกชายแล้วพูดอย่างตั้งใจมั่นตามที่ท่านสมภารบอก...ลูกงง นิ่งไปพักหนึ่ง ก็ลุกขึ้นรีบจะลงจากบ้าน ก้าวเหยียบบันไดพลาดตกบันไดคอหักตายคาที่อยู่ที่ตีนบันไดบ้านนั่นเอง



คนโบราณมีความเชื่อว่า แม่ที่ดีถ้ากราบขออโหสิกรรมต่อลูกชั่ว จะทำให้ลูกชั่วนั้นอายุสั้น ถ้าชั่วมากก็ตายเร็วและยังมีความเชื่ออีกว่า...ถ้าคนดีมีบุญ ก้มกราบหมา (อย่างตั้งใจ) หมานั้นจะตายในไม่ช้า...เรื่องนี้คนเฒ่าคนแก่เล่าไว้ว่าเคยมีคนทำเพราะหมาดุ มากกัดไม่เลือก แล้วก็เป็นจริง ไม่ช้าหมานั้นก็ถูกรถชนตาย

My BirthdaY 19th Nov

posted on 20 Nov 2008 15:04 by nestum19

 

วันเกิดที่ผ่านมาเมื่อวานนี้...

แต่ก่อนพอถึงวันเกิดทีไร แม่ก้อจะปลุกให้เราตื่นไปตักบาตร (ปกติก้อมะค่อยทำหรอก)

จะทำต่อเมื่อมีโอกาสพิเศษเท่านั้น  แหะๆ หลังจากนั้นก้อมีการนัดแนะไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงมากมาย

เพราะรู้สึกว่าวันเกิดเราต้องมีคนให้ความสำคัญเราจินะ  ยิ่งถ้ามีคนมาให้ของขวัญกันเยอะๆ

เรายิ่งรู้สึกดีใจมากขึ้นไปอีก ไหนจะไปกิงข้าว ร้องคาราโอเกะ เป่าเค้กวันเกิด อิอิ

ช่างสนุกอะไรกันเช่นนี้เนี่ย...

พอเริ่มโตเปงผู้ใหญ่มากขึ้น  การไปสังสรรค์กับเพื่อนก้อเริ่มลดน้อยลงแล้ว 

แต่ก้อยังมีโทรหาเพื่อบอกอวยพรกันบ้างเปงบางคน (ถ้ายังจำได้นะ)

แล้วก้อคิดว่าวันเกิดเราเนี่ยเราควรทำสังฆทาน รึว่าไปทำบุญที่วัดน่าจะดีกว่าแค่ตักบาตร

เผอิญได้มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนที่เค้าปฏิบัติธรรม ก้อเรยนัดกันไปถวายอาหารเพล

โดยวันนั้นเราก้อนัดกันเฉพาะเพื่อนฝูงที่เคยได้ไปร่วมปฏิบัติธรรมกันก่อนหน้านั้น 

พอช่วงบ่ายๆ ก้อไปชอปปิ้ง ดูหนัง ตามเรื่องตามราว

มาปีนี้ล่าสุด...ก้อพึ่งจะมารู้สึกว่า ทำไมวันเกิดเราทั้งที  เราเอาแต่คิดถึงว่าเราจะไปทำอะไรกับใคร

ที่ไหน อย่างไร  ทำไมเราไม่เคยรู้สึกว่าวันเกิดของเราคือวันที่ผู้ให้กำเนิดต้องเจ็บเพื่อให้เราลืมตามาดูโลก

คิดได้ก้อเรยโทรนัดครอบครัวมากินข้าวด้วยกัน  แหมการตอบแทนผู้ที่ให้กำเนิดเนี่ย มันรู้สึกดีเช่นนี้เอง

ทั้งที่มันก้อดูเป็นเรื่องธรรมดานะเนี่ย  แต่คงเป็นเพราะเราเริ่มห่างจากเค้ามากขึ้นเพราะเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

เวลาได้กลับไปพบหน้ากัน สังเกตได้ว่าพ่อกับแม่เค้าจะรู้สึกดีใจมากที่มีลูกๆมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน

พ่อกับแม่คงหวังแค่นี้ ไม่ได้หวังอะไรมากมายเรย  ขอแค่ให้ลูกๆมีความสุข ได้ห่วงใย คิดถึงกันบ้างก้อพอ

และที่สำคัญได้พาท่านไปเลี้ยง SwenSen ด้วยจิ แหมอะไรจะบังเอิญพอดีเปนวันที่ซื้อ 1 แถม 1 อีก อิอิ

แหมเสียดายที่มะกล้าบอกเค้าว่าวันเกิด จะได้ถ่ายรูปมาอวดให้ดูกันเนอะ

หมดวันเกิดปีนี้แระ  เร็วจัง 1 ปี มาถึงไวมาก แก่ขึ้นอีกหรอเนี่ย  เหอๆ  ปีหน้าเราคงได้ทำอะไรดีๆร่วมกันอีก

 

edit @ 9 Dec 2008 03:01:56 by Ne§TuM